個人檔案the sun IN NIght ... ....相片部落格清單更多 工具 說明

部落格


3 June

ความหมายของที่นี่

ความหมายของที่นี่...ที่ซึ่งเหมือนป่ารกร้าง ไร้การดูแล ยากแก่การเอามาใส่ไว้ในชีวิตประจำวัน ยากแก่การใส่ในหัวใจ แต่เถาวัลย์รกทึบก็ได้รับการแหวกม่านออก เพราะความเศร้าเสียใจ นำพาหวนกลับมาที่แห่งนี้ อีกครั้งหนึ่ง อยากจะบอกให้รับรู้ว่า ถนนที่หลงเดินไปต่อนั้น ยิ่งมืด หมอกยิ่งหนา มันแคบ และอึดอัด สิ่งที่รออยู่ คือเหล่าความเจ็บปวด และความเศร้าเสียใจ ความสวยงามมันอยู่ไกลไปใช่ไหม จึงยังเดินไปไม่ถึง จึงพลาดล้มลงก่อน และมีแรงพอจะคลานไปได้อีกแค่คืบแค่ศอก จนวันที่ร่างกาย เหมือนจะไม่รู้สึกแล้วว่ายังเคลื่อนไหวส่วนใดได้อยู่ ในหัวใจจึงคิดถึงที่แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อจะมาบอก ระบาย และตั้งคำถามโง่ๆ คำถามที่ได้รับคำตอบมาแล้ว แต่ก็ยังเคลือบแคลงสงสัย ...วันนี้ไม่มีความรัก...ใช่ไหม ใครสักคนตอบว่าใช่...วันนี้ไม่มีความรัก...
15 March

จากใจ

ยังจะมีเรื่องราวใดใด ถูกเขียนขึ้นใหม่อยู่อีกหรือ โลกใบนี้ยังถูกฝากบันทึกไว้ไม่พออีกใช่ใหม และผมก็ยังคงตั้งหน้าตั้งมือจะเขียนมันต่อไป
21 February

ยี่สิบเอ็ดมาสักพัก

อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว กับการทักทายพื้นที่แห่งนี้ ในครั้งนี้ ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ขณะหนึ่ง เสียงเพลงคลออยู่ เบาๆ จางๆ เป็นไอที่สูดดมเท่าไหร่ก็อิ่มเอม บรรจุความสุขอยู่ล้นเหลือเฟือ กันและกัน คือประโยคเมื่อกี้เพิ่งได้ยิน มันมีความหมายสำหรับคนที่โดดเดี่ยวขนาดไหนนะ หากอ้างว้างแล้วรู้สึกถึง กันและกัน เมื่อพายุพัดพาจนบิดเบี้ยว แน่นอนพายุสงบ และก่อเกิดขึ้นใหม่ โลกร้อนแบบนี้ มันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหลายเท่าตัว ชีวิตก็ไม่ต่างหรอก หนีไม่พ้น เจ้าสายลม ความชื้น ที่รวมตัวกันอีท่าไหนไม่รู้ จนทำร้ายกระหน่ำซ้ำใส่ชีวิต ตอนนี้ผมยังเป็นเด็ก ผมยังคงเป็นเด็ก และผมเชื่อมั่นเสมอว่าผมจะไม่มีวันโต ผมจำรักษาความเป็นเด็กนี้ไว้ให้ตราบนานเท่านาน ร่างกายจะแก่จะสลาย มันก็คือส่วนของร่างกาย แต่ในส่วนของจิตใจ เพียงศรัทธาเสมอเถอะ มันจะไม่มีวันแก่เฒ่าหม่นหมองลงไปเลย
20 December

awakening

เสียงรายรอบตัวที่ไม่เคยได้ยิน กำลังดังก้องโสตรับฟัง นี่ไม่ใช่การถูกทำให้รู้สึก ไม่ใช่ความเศร้าที่เราสัมผัสได้ ไม่ใช่ความสุข ที่รอยยิ้มเผลอเผยร่วมไปด้วย มันคือการถูกปลุกให้ตื่น ตื่นจากนิทรา เมื่อถูกปลุกจึงรับรู้ได้ว่าเผลอหลับไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ตัว เมื่อไร้ร่างมากขึ้นเรื่อยๆ ดังว่าจะล่องหายไปเป็นอากาศ โดยวัฏจักรและกฏธรรมชาติ ตัวตนจึงจับตัวรวมกันอีกครั้ง และเมื่อถูกแปรสภาพจนบางเบาที่สุดแล้ว การรวมโมเลกุลเพื่อกลับสู่สภาพของเหลวและของแข็งจึงสมควรจะมาถึง ดังนกฟินิกซ์ สภาพอันฟุ้งกระจายอยู่กำลังจะรวบรวมเพื่อฟื้นคืน it's not just sensitive... it's awakening...
26 September

ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว

 

     ครั้งหนึ่ง รักแรก สดใส

แต่ไม่ จีรัง แน่นหนา

บอบบาง เปราะหัก ตามเวลา

สลัก คุณค่า เลือนลาง

    

 

   ยังไม่เคยร้องไห้จะเป็นจะตายกับใครสักที

 

แสดงว่ายังไม่รักใครจริง หรือยังไม่เคยรักใครมากๆ

 

  ก็อาจจะมั้ง ก็รักนะ มากเหมือนกัน แต่...ไม่รู้สิ

 

เดี๋ยวก็เจอ

 

...คับ เจอแล้ว เพิ่งเจอนี่แหละ

 

 

     รักนี้ ไม่เคย สดใส

ท้องฟ้า ไร้แสง ส่องสว่าง

ความจริง ห่างไกล ต่างทาง

ฉันเพียง ปลิวคว้าง พบเธอ

 

 

ทำไมท่ามกลางผู้คนตั้งมากมายจึงทำให้เราพลัดหลงกันไปได้ และนำพาเรามาเจอกัน

ประตูแห่งความฝันมันคงถูกซ่อนอยู่ทุกๆที่ บางเวลาเราบังเอิญเปิดมันเจอ แล้วก้าวเดินเข้าไป

รู้ทั้งรู้ว่านั่นคือประตูของความฝัน แต่...ก็ยังเต็มใจเดินเข้าไป

ในความฝันคือความสุข แต่สิ่งที่ติดกลับออกมา คือสร้อยเส้นหนึ่งกับความรู้สึกที่ไม่อาจะสลัดทิ้งไปได้

เมื่อเราละเมิดข้อห้ามของความฝัน เราก็ต้องแบกรับมันไว้

... แล้วเมื่อความรักเกิดในความฝัน

 

มัน...ไหม้...จริง

 

 

 

 

3 September

นิทานลุ่มแม่น้ำ

 

 

ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งใหญ่มาก แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมรอบพื้นที่ราบลุ่มกว้างอันอุดมสมบูรณ์

วันหนึ่งมีหญ้าต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่อาศัยพึ่งพิงไม้ใหญ่นี้ พยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นไม้เลื้อยและตะเกียกตะกายเกาะลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ดูดเอาน้ำเลี้ยง และพยายามจะปกคลุมใช้ต้นไม้ใหญ่เป็นโครงร่างเหมือนกาฝาก

 

ความพยายามของเจ้าต้นหญ้านั้น เป็นผล มีเหล่าหญ้าอีกส่วนหนึ่งที่อาศัยใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น พยายามจะช่วยและทำเช่นเดียวกับเจ้าหญ้ากาฝาก พวกมันไม่ต้องการต้นไม่ใหญ่อีกต่อไป พวกมันต้องการแสงสว่างอย่างเต็มที่ พวกมันต้องการเป็นเหมือนเหล่ายอดหญ้าแห่งทุ่งหญ้ากว้าง แห่งทวีปใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาล

 

แต่ยังมียอดหญ้าอีกมากมายที่เคยอาศัยต้นไม้ใหญ่ต้นนี้อยู่ พยายามต่อต้านการกระทำเหล่านั้น พวกหญ้าเหล่านี้รู้ดีว่าแม้ต้นไม้ใหญ่จะบดบังแสงสว่างไปบ้าง แต่ก็ช่วยบังแดดบังลมบังฝน ทำให้พวกมันปลอดภัย และอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา หญ้าเหล่านี้ไม่ต้องการเป็นเช่นหญ้าในทุ่งหญ้าที่ดูไร้ซึ่งเอกลักษณ์ ไร้รากลึก ด้วยความต้องการที่จะเป็นหญ้าต้นนั้นใต้ต้นไม้ใหญ่มากกว่าหญ้าต้นหนึ่งบนทุ่งหญ้าไร้จุดสังเกตุ

 

แล้วใครจะชนะระหว่างไม้เลื้อยต้นใหม่กับต้นไม้ใหญ่เก่าแก่...ซึ่งสุดท้ายบนดินแดนราบลุ่มเช่นนี้ น้ำก็จะท่วมถึง ทั่วทุกต้นเสมอเหมือนกัน

 

 

 

2 August

ทะเลทราย

 
 
 
ท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งผาก ผืนดินแทบจะระเหิดพัดไปกับเหล่าธาตุในอากาศ
วันแล้วคืนเล่าเหล่าต้นไม้เปลี่ยนใบเขียวชอุ่มกลายเป็นหนามเรียวแหลม
และกาลหนึ่งเม็ดทรายก็กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ปรากฏเพียงทะเลทรายไพศาลสุดขอบฟ้า
ไม่เหลือพืชใดพ้นโผล่ สัตว์น้อยใหญ่สูญสิ้น
ยิ่งทะเล(ทราย)กว้างใหญ่มากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งเดียวดายมากขึ้นเท่านั้น
จรดเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เหลือเพียงขอบฟ้าจรดอย่างลวงหลอกตา...ไม่มีจริง
ไอน้ำน้อยนิดในอากาศที่ร่วงลงมาเป็นหยาดน้ำค้างกลางทะเลทราย
ชุ่มชื่นกว่าฝนกระหน่ำลงกลางกรุงมาก
ความใส่ใจ...ไม่ว่าจงใจหรือจริงใจ...คุณค่ามหาศาล
 
 
 
31 July

ด้วยความคิดถึง

วันนี้ ผมกลับมาเยี่ยมเยือนพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง อย่างไม่ตั้งใจแต่จงใจเพราะคิดถึง
และขณะนี้ก็กำลังปวดหัวเล็กๆกับอาการเอ๋อๆของเว็บนี้ (อีกแล้ว)
 
คราวนี้ผมมีสถานที่ดีดีแห่งหนึ่งมาแนะนำผู้ที่บังเอิญผ่านเข้ามาแวะอ่าน
ที่แห่งนั้นคือ ห้องสมุด Neilson Hays เป็นห้องสมุดภาษาอังกฤษ
ตั้งอยู่บนถนนสุรวงศ์ช่วงเดียวกับเซ็นทรัลสีลมเก่าบนถนนสีลมนั่นแหละครับ
หากใครสนใจ ผมฝากเว็บไซต์ไว้ที่นี่นะครับ เชิญเข้าไปชมหรือแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนได้
มีหนังสือดีๆมากมาย และนิทรรศการที่น่าสนใจจัดแสดงอยู่บ้าง
คงจะเป็นมุมพักผ่อนเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับเราได้อย่างดีที่เดียว
ใครสนใจ หรือเคยไป ยังไง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ
 
 
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ฝากผลงาน นิตยสาร Film&Star ไว้ด้วยนะครับ
ไม่กี่วันฉบับเดือนสิงหาคมก็วางแผงแล้ว ผมเขียนวิจารณ์หนังไว้สองเรื่อง
คือ Red cliff กับ Summer palace ยังไงอย่าลืมติดตามนะคร้าบ
 
14 July

เกาะ

 
  

             เกาะแห่งหนึ่งในประเทศ Icelandสงบ อ้างว้าง โดดเดี่ยว แต่ยังคงเขียวขจี

จากมากมายหลายภาพที่ได้ชมในนิทรรศการแห่งนี้ ทำให้ยิ่งประจักษ์ถึงความงามที่สอดแทรกแอบแฝงรายรอบเรา

และเลือกเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเลแถบเหนือที่มีสัดส่วนผืนน้ำและแผ่นดินในภาพใกล้เคียง

สัดส่วนจริงบนพื้นโลกมาเขียนถึง พราะมันเป็นภาพที่ดูช่างไกลแสนไกล คล้ายความสวยงามที่ไม่มีใครอาจไปถึง

ยังคงดูตระหง่าน แข็งแกร่ง กลางอ้อมกอดของท้องทะเลที่อ่อนละมุน สิ่งหนึ่งที่นึกถึงและทำให้ชอบภาพที่มีสีสัน

คล้ายกับโลกยามมองจากดวงจันทร์ภาพนี้มากคือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า

 

                          เดียวดายอย่างโรแมนติก

           

              ลองแหงนมองท้องฟ้าข้างบนจากสองตาด้านล่าง ก็รู้สึกตกหลุมรักโลกนี้อีกครั้ง มันช่างงดงามเหลือเกิน

แล้วพวกเราก็ยังคงเพียรพยายามทำลายธรรมชาติกันต่อไปอย่างเมามันส์โดยรู้ตัวและหลงลืม

 

 

 

 

 

 

..............................

 

ตอนนี้ผมไม่เขียนในนี้เพราะเว็บมันมีปัญหาเยอะมาก และคนอ่านก็...หายหมดแล้ว 555

 

ผลงานตอนนี้กำลังเขียนนิยายรักสนุกๆเรื่องใหม่อยู่ ชื่อว่า รักงอมแงม

 

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=5124.0

 

ติดตามอ่านได้ที่ลิ้งข้างบนนี้นะคับ

 

ใครอยากพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดแอดเอ็มเอสเอ็นได้นะคับ นานๆทีคงจะเข้ามาที่นี่สักครั้ง ยินดีที่ได้รู้จักคับ

 

8 May

จากแบบความคิดที่มนุษย์คนหนึ่งสร้างขึ้น

 
มากกว่า 2 พันปีที่แล้ว มนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งน่าจะเคยมีชีวิตอยู่จริง
ได้ใช้ความสามารถในการคิด อัจฉริยะของตนเองสร้างความคิดรูปแบบหนึ่งขึ้นมา
ต่อมาถูกเรียกกันไปต่างๆนานาตามภาษาท้องถิ่น
ในประเทศไทยถูกเรียกว่า "พระพุทธศาสนา"
ความเชื่อรูปแบบนี้เป็นความเชื่อหนึ่งที่มนุษย์จำนวนมากเชื่อและขอใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ผมเองก็เติบโตมาในสังคมที่ว่านี้
และปฏิเสธไม่ได้หรอกเมื่อถูกหล่อหลอมมา
แนวคิด มุมมองจึงหนีไม่พ้น...มุมมองแบบคนเชื่อแนวคิดแบบพุทธ
การเดินทางสายกลาง คือสิ่งที่ผมเชื่อ
เพราะเมื่อมองธรรมชาติเองแล้ว นั่นคือ...ความจริง...
ลักษณะคำสอนมากมายนั้นน่าสนใจเมื่อมองดูว่ามันคือธรรมชาติของมนุษย์ที่สมควรปฏิบัติ
แต่บางสิ่ง...มนุษย์เราเองก็เชื่อ...เพื่อความสบายใจ

วิถีพุทธสอนให้เราทำบุญ...กลอุบายให้มนุษย์เราสบายใจ
แต่หากมองมันเป็นสิ่งที่ต้องหา ต้องสะสม...นั่นคงฟังดูน่าสลดใจ
ไม่ต่างอะไรกับเงิน...สสารประโลมโลกที่กำลังทำให้สังคมมนุษย์ฉิบหายอยู่ทุกวันนี้
หากการทำบุญสะสมเพื่อตัวเอง...มันก็ไม่ได้เกิดประโยนช์อะไรเลย
เพราะแท้จริง...สิ่งที่สมควรจะถูกเรียกว่าบุญนั้น
น่าจะหมายถึงการกระทำใดใดที่สร้างความสุขสบายทางใจโดยไม่ยึดติด...แก่เราและผู้อื่น
การตักบาตร บริจาค ให้ทาน เพื่อสร้างบุญให้ตนเองนั้น
ก็เหมือนกับการเล่นหุ้นซื้อหวยหวังให้ตนเองร่ำรวย
การกระทำเหล่านั้นควรกระทำเพื่อให้...ด้วยจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ปราถนาเห็นความสุขสบายของผู้อื่น
 
ชายผู้นั้น นั่งสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา...ปัญญาที่สามารถทำให้คิดช่วยเหลือผู้อื่นได้
ไม่ได้คิดสร้างบุญมหาศาล...
 
ถ้าผมเป็นพระพุทธเจ้าคงผิดหวังกับสิ่งที่มนุษย์กระทำกับแบบความคิดของเขา
 
 
9 April

นิทานกาลครั้งหนึ่ง...

 
นิทานกาลครั้งหนึ่ง...
 
แซม คือพระเอกของเรื่อง เขาหน้าตาหล่อเหลา นิสัยเอาใจเก่ง
สิ่งที่เขาเอาไว้มัดใจสาวๆ คือ ดอกชวนชอบ (ชื่อบ้านนอกจัง)
หลังจากทำหญิงเสียตัวและเสียตัวให้กับเหล่าหญิง
จนต้นดอกชวนชอบที่เขาปลูกไว้ตาย...(ปล.มันไม่ใช่พืชล้มลุก)
เขาก็ต้องหาหนทางใหม่เพื่อจะประพฤติตัวเป็นเพลย์บอยต่อไป
วันหนึ่ง แซม ในวัยหนุ่มใกล้แก่ นั่งคิดถึงชะตาชีวิตตนเอง
เขาไม่ได้มีหญิงคนใหม่เข้ามาในชีวิตนานเท่าไหร่กัน...
ทำยังไงดีล่ะ ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ เขาต้องเฉาตายไปเหมือนต้นดอกชวนชอบนั้นแน่ๆ
 
โถ...เหล่าตัวละคร...เอามากก็ตายพอไม่ได้ก็เฉา
(ความคิดสมเพชจากผู้เขียน)
 
แซมจึงไปด้อมๆมองๆแถวหลังสวน หวังจะหาต้นดอกชวนชอบต้นใหม่ให้จงได้ และในที่สุดเขาก็พบมัน
แม้ว่าต้นดอกชวนชอบต้นนี้ จะมีลักษณะแปลกไปจากที่เขาเคยพบเห็น
คือแทนที่ดอกของมันจะเป็นกลีบซ้อนกันแล้วเก็บเกษรไว้ที่ฐานดอกเหมือนดอกกุหลาบ
มันกลับชูช่อละอองเกสรมีอับเรณูยื่นยาวออกคล้ายดอกพู่ระหง
(หากไม่เคยเห็นไปหาดูได้ที่ตลาดนัดจตุจักร)
แซมนำมันกลับไปที่บ้าน รดน้ำ พรวนดิน เช้าถึงเย็นถึง จนมันผลิดอกบานช่ำไปทั่วทั้งต้น
 
กลางบ่ายวันอาทิตย์ที่ฝนเพิ่งตกหนัก อากาศกำลังเย็นสบาย
แซมตั้งใจแน่วแน่เด็ดดอกชวนชอบที่เขาเฝ้าดูแลเพื่อการนั้นโดยเฉพาะพกติดตัวมา
และนำไปใช้ใน...ทาง...เดิม แต่คราวนี้ ไม่รู้ว่ามนต์วิเศษเสื่อมหรืออากาศมีความชื้นสัมพัทธ์มากไป

มันใช้ไม่ได้ผล...
 
 
ตายห่าแล้ว อีกไม่กี่ปี แซมก็จะแก่ แล้วหนทางที่เคยใช้ก็ดันง่อย
แซมลองหลายรอบหลายครั้ง จนแล้วจนรอดจนเจ้าต้นดอกชวนชอบเริ่มออกดอกน้อยลงทุกวันๆ
ไม่ได้การ เขาต้องทำ...ทำอะไรสักอย่างแล้ว
แซมกลับไปที่หลังสวนที่เขาพบเจ้าต้นนี้อีกครั้ง ที่นั่นเขาไม่พบอะไรผิดปกติ
นอกจากมีผู้ชายเยอะมากจนผิดสังเกตุ อืมมม ผู้ชายมาทำไมกัน...แซมคิด
ทันใดนั้นเขาก็เห็นหญิงสาวแสนสวยคนหนึ่งในกลุ่มชายชาตรี
แซมตรงรี่เข้าไปหวังใช้มนต์ดอกชวนชอบเช่นเคย

เมื่อร่ายคาถาพาเพลินเสร็จ...ชายหนุ่มมากมายเวียนว่ายมาข้องเกี่ยว
แซมตกใจเป็นอย่างมาก แต่เด็กหนุ่มหน้าตาตี๋ขาวน่ารักคนหนึ่ง ก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ
และสุดท้าย เขาก็กลายเป็นชายได้ชายคือยอดชายในคืนนั้น
 
 
แซมตกใจมาก รีบไปหาหมอในวันรุ่งขึ้น พร้อมดอกไม้ในตำนาน
เมื่อหมอดูเสร็จก็ได้แต่หัวเราะ และหยิบกระถางสองใบที่ระเบียงหลังห้องตรวจมาให้แซมดู
หมอบอกว่ากระถางแรกคือต้นดอกชวนชอบเอาไว้หว่านเสน่ห์หญิง นั่นคงจะเป็นที่แซมเคยใช้
ส่วนอีกต้นคือต้นดอกชายชอบ ต่างกันแค่เกสรจะเป็นงวงยื่นออกมา เอาไว้หว่านเสน่ห์ผู้ชาย
ต้นนี้มีถิ่นกำเนิดจากแถบหลังสวน อตก. สีลม แต่ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปตามย่านสรรพสินค้าชั้นนำ
หมอบอกกับแซมว่ายินดีด้วยที่เขาได้เรียนรู้โลกมากขึ้นและยังแนะนำวิธีใช้ว่าควรใช้ควบคู่กัน
เบื่อแบบไหนก็หันมาใช้อีกแบบหนึ่ง หมอเองก็ใช้สลับแบบนี้มานานแล้ว
เพระาอาจารย์คนหนึ่งที่หมอเคารพสอนว่า คนเรามีทางเลือกหลายทาง ต้องรู้จักใช้อย่างเหมาะสม
และเดินทางสายกลางไม่มุ่งไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากจนเกินไป
 
สุดท้ายหมอกับแซมก็ได้ร่วมทางของกันและกัน...
 

 
29 February

เขียนยามดึก

 
 
 
เริ่มจากเมื่อหนังสือเล่มหนึ่งถูกเปิดอ่าน ไม่ว่ามันจะแทรกสอดเนื้อหาใดไว้
ผมเองก็ไม่รู้มาก่อนว่ามันจะรวบรวมตัวอักษรจัดเรียงไว้ว่าอะไรบ้าง
แล้วไม่นานกระดาษบางๆไม่กี่แผ่นพ้นผ่าน ก็ทำให้ผมสะดุด
ไม่ใช่คิดจะปิดแล้วหลงกลับ แค่ชะงักเมื่อพบว่าโง่เขลาเพียงใด
ไม่ใช่หนังสือที่อัดแน่นด้วยความรู้หรอกที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น
เพียงทำให้รู้สึกว่าตนเองใช้เวลาเปลืองแค่ไหน
กับ hi5 หรือกิจกรรมอะไรๆที่ดูจะตะบี้ตะบันเทิง
อ่านมานี่คงตกใจปนหัวเราะ อ๋อ...นี่มึงเพิ่งจะคิดได้
หรืออาจจะด่าในใจได้ว่า ไอ้เหี้ยนี่ทำมากระแดะพิมพ์ซะดูดี
อ่ะแน่นอน... มันไม่ได้ดูแย่แน่ๆ กูรับรอง
แน่นอนผลจากความรู้สึกนี้ยังไม่ประจักษ์และคงไม่ได้เกิดในเช้าวันใหม่
ว่าพรุ่งนี้ hi5 ผมจะถูกปิดไป และเหล้ายาปลาดิบ จะไม่ผ่านลิ้นให้ลิ้มรสอีก
แต่สิ่งดีดีบางอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างน้อยข้าพเจ้าก็กลับมาเขียนอะไรห่วยๆ
ให้คนที่อยากใช้เวลาว่างให้ไม่เป็นโทษ (การอ่านสิ่งที่ผมเขียนอาจไม่ก่อเกิดประโยนช์)
ได้อ่านอะไรเล่นๆ อีกครั้ง อีกคราว เหมือนวันวานที่ไม่นาน แต่ก็เลือนลางพอดู
 
ดังเช่นข้อความต่อจากนี้
 
...ห่างไกลสิ้นสุดตาเห็น
ต่างเช่นคนละโทนสี
  เพียงชื่อแบ่งชั้นเพียงนี้
     สองที่แสนต่างห่างไกล...
 
 
 
 
 
 
5 February

เรื่องราวที่ผ่านมา

 

เมื่อช่วงเวลาหนึ่งที่รอคอยมาถึง ฉันจึงควรดีใจ...

 

คล้ายๆ ช่วงเวลาพีคสุดๆ ครั้งหนึ่งที่เฝ้ารอ

 

และเมื่อมันคือชีวิต...ไม่แน่นอน

 

เมื่อได้ต้องรู้จักสูญเสีย...นั่นคือปรัชญาที่สมควรจะได้รับ เมื่อเราก้าวข้ามพ้นวัย...ระเริง

 

เพราะยอดสูงเสียดฟ้า

เมฆขาวจึงอาจบดบัง

ไร้สิ่งใดคงกระพัน

เหนือธรรมชาติกาลเวลา

 

 

ทุกสิ่ง...ผ่านมา...ผ่านไป

 

 

 

7 January

across the universe

 
 

เขียนเมื่อได้ดูหนังเรื่อง Across the universe ตอน 5.30 น. ของวันที่ 6 เดือน 1 ปี 2008

 

            เขาว่ากันว่ามีหนังเพลงบีทเทิลส์มาลงโรงฉายที่ลิโด้ช่วงต้นปีนี้ มีชื่อแปลไทยไปในเชิงหนังรักๆ ภาษาสละสลวย

มีชื่อฝรั่งเป็นชื่อเพลงดังเพลงหนึ่ง ท่อนฮุคบอกว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนโลกฉันไปได้ แล้วผมก็มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้

ถือเป็นเวลาราวๆ สองชั่วโมงในชีวิตที่ดีทีเดียว  จากความรู้ในศาสตร์ภาพยนตร์อันน้อยนิด

พอจะบอกได้ว่ามันคือหนังโพสต์โมเดิร์นเรื่องหนึ่ง ด้วยการมิกซ์นานาสารพัด กับอารมณ์ Nostalgia

 

                เนื้อหาในอดีตที่สอดคล้องกันดีจริงๆ กับสถานการณ์โลกปัจจุบัน สร้างความคิดหนึ่งในสมองผมขึ้นมาว่า

หนังเรื่องนี้เหมาะสมจะให้เราๆท่านๆ ที่ตกอยู่ในสังคมยุคช่วงชิงบัลลังค์นาย ก. ได้มีโอกาสดู เผื่อจะได้เรียนรู้อะไร

จากเรื่องเมื่อวันก่อน เพื่อวันนี้จะได้ไม่ต้องพลาดพลั้งต้องมานั่งกลางผลสตรอเบอรี่

 

ผมไม่อาจบังคับให้คุณไปตีตั๋วที่ลิโด้แล้วเดินเข้าไปนั่งดูหนังเรื่องนี้ได้

 

แค่จะบอกว่ามันเหมาะกับคนรักศิลปะ...รักดนตรี...รักความสงบสุข...และคนรักหนัง

 

 

 

 

ปล.ถ้าคุณรักเพลงของ  The Beatles คงไม่เกลียดหนังเรื่องนี้

 

 

4 January

จากหนังเรื่อง Rainbow Song ถึงสเปซผม

 
 

...รุ้งกินน้ำทอดผ่านฟ้า...สะท้อนตา...

 

Rainbow Song ภาพยนตร์ลำดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ของผู้กำกับ ชุนจิ อิวาอิ กับการถ่ายทอดเพลงรักที่ปลายรุ้งในเวลาสองชั่วโมงกว่าผ่านไปอย่างเนิบนาบ เรื่อยเปื่อย ค้นหา และน่าชม สำหรับผม มันแทบไม่มีอะไรเลย แต่กลับทิ้งน้ำหนักของบางสิ่งไว้มาก หนักจนกลับมาคิดได้ถึงเวลานี้ ผมจะไม่เล่าเรื่องราวของหนัง เพราะมีมนุษย์กว่าค่อนจักรวาลยังไม่มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เพียงแค่อยากจะเล่าความรู้สึกหนักอึ้งที่หนักทิ้งไว้

 

ให้ผมคิดว่า...รักเขา...ที่...อะไร

 

เมื่อธรรมชาติของมนุษย์และสังคมตอนนี้ ช่างหลอกล่อหล่อหลอม

ให้เรามองภาพ ที่สายตาประจักษ์มากกว่าภาพที่หัวใจสัมผัส

 

คงไม่เข้าใจยากอะไรใช่ไหม กับประเด็นนี้...

 

ผมเอง รับรู้ เข้าใจ มันเป็นอย่างดี รู้อยู่เสมอว่า...มนุษย์เรามีแนวคิด ไม่ควรมองคนจากภายนอก

ควรตัดสินด้วยใจ ใช่ด้วยตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคนรัก รักที่ตัวตน

 

ทั้งหมดนั่น เรารู้...

 

แต่สิ่งหนักอึ้งที่ผมรู้สึกคือ...ผมทำได้เช่นนั้นหรือเปล่า

 

ผมหันมองรอบข้างด้วยคำถาม รักเขา...ที่...อะไร

 

คำตอบที่ดีที่สุด อยู่ที่ส่วนลึกของจิตใจ ปราศจากการบิดเบือน

 

ผมกำลังดำลึกลงไปสู่ก้นบึ้งนั้น เพื่อไปหาคำตอบ และบางที คำตอบมันอาจจะเขียนไว้

ที่ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ใต้ท้องทะเลใจแสนลึกว่า

 

 

...รักเขาที่สุด ก็ตรงที่รอยยิ้ม

 

หรือไม่ก็มีแค่ก้อนหินว่างเปล่า

 

 

ตาหรือใจจึงเห็นรุ้ง...งาม

 

 

 

29 December

ไม่รู้ดิ

วันนี้ตื่นมา สายๆ เพราะแม่โทรปลุก แล้วสสารบางส่วนในร่างกาย ก็ขับเคลื่อนทำให้ผมเกิดจินตนาการ
 
เพลงนี้แต่งขึ้นมาจากสสารทั้งหลายทั้งมวลวิ่งผ่านไปมาในสมอง หรือเพราะจิตเราไปค้นพบไอ้เนื้อเพลงที่ว่านี้ที่มันมีอยู่แล้ว
 
ไม่รู้ดิ ที่แน่ๆ กูไม่ได้เขียนเพลงเล่น เพราะอยากเปนเหมือน ไอ้มิว
 
 
ว่าแล้วกูเคาะๆต๊อกๆแต๊กๆ ได้การเรียบเรียงของภาษามาประมาณนี้
 
รักเอย เคยเริ่มต้นเสียสวยงาม
ดังเมล็ดเติบโต จนเป็นดอกไม้ผลิบาน
สวยงามน่าชื่นชม
รักเอย เคยผลิบานกลางสายลม
นิยายคนสองคน ตราบจนชั่วนิรันดร์
คือฝันที่เราคุ้นเคย
 
*แล้วก็พากันลืม ว่าในความจริง ไม่มีรักใดจะคงอยู่
เราต่างก็รู้ว่าทุกสิ่งจะผ่านมา...ผ่านไป
 
**สุดท้าย จะเจ้าชายเจ้าหญิง
ก็ไม่อาจหนีความเป็นจริง
ไม่มีใบไม้ใด ไม่ร่วงลงสู่ดิน
ไม่มีความรักใด โบยบินไปได้ตลอดกาล
 
 
ชุดของภาษาชุดนี้ เกิดมาจากอะไร เกิดอย่างไร... แล้วอะไรคือเหตุผลของการจัดเรียงแบบนี้ เออ อันนี้กุ...ไม่รู้ดิ
 
 
 
21 December

ยอดมนุษย์

 
 
โลกของมนุษย์เรานั้น น่าอิจฉาเป็นยิ่งนัก ประวัติศาสตร์มีคนสำคัญมากมายที่ได้รับยกย่องว่าเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่
เรามี Thales, Socrates, Plato, Aristotle และนักปรัชญาอีกมากมาย เรามีพระพุทธเจ้า มีนิกายเซน
มีพระเจ้า มีอัลกุรอาน แล้วเหตุใดมนุษย์ในวันนี้ดูยิ่งทวีความทุกข์กันมากมาย ความสามารถพิเศษของมนุษย์
ที่แตกต่างจากสัตว์โลกอื่นๆ คือเรามีความคิดอันแสนจะลึกซึ้ง จนเราได้สร้างได้ครอบครองโลกใบนี้ไว้เพียงเผ่าพันธ์เดียว
เมื่อไม่มีสัตว์อื่นใดมาต่อกรกับเราได้อีก สงครามโลก(มนุษย์)จึงบังเกิด  เราเข่นฆ่ากันทางกายภาพจนยับเยินมาแล้วหลายหน
มันยังไม่สาสมกับความฉลาดที่เรามี เราทำร้ายกันทางสภาพจิตใจ บัดนี้ ถนนหลายๆสายในโลก
น่ากลัวเกินกว่าจะเดินคนเดียวแม้กระทั่งในกลางวัน เราหวาดระแวงผู้คนรอบข้างแม้กระทั่งคนไม่แปลกหน้า
และด้วยมันสมองของมนุษย์เราต้องหายใจอย่างระแวดระวัง เราต้องกินอย่างหวาดวิตก
น่าสมเพชเหลือเกินว่าสัตว์ประเสริฐเลอเลิศเช่นเราๆ มีอาการนอนไม่หลับ
จะมีสัตว์ชนิดไหนบ้างมั้ยหนอ ที่เคยนอนไม่หลับแบบมนุษย์
ช่างน่าอิจฉาหมาที่มันตื่นมาเห่า แล้ววิ่งไปยกขาฉี่ ก่อนจะไม่ต้องล้างมือ เพื่อมากินอาหารที่มนุษย์อย่างเราหามาให้
ช่างน่าอิจฉานกที่มันได้ตื่นมาเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า และผ่านพระอาทิตย์อัสดงยามกลับรังนอน
ช่างน่าอิจฉายุงที่มันอยู่บนโลกนี้เพียงไม่กี่วันคืน...มันคงรู้ว่าถ้าอยู่นานกว่านี้ คงทุกข์มากกว่าสุข
ช่างน่าอิจฉาสัตว์มากมายที่มีสมองไม่มากให้พอคิดได้อย่างชาญฉลาดแบบมนุษย์เรา
มันดูมีความสุขดีจัง...พวกมันจะอิจฉายอดมนุษย์บ้างไหม
 
 
17 December

M.

 
 
ตึกระฟ้ายังคงทะยานขึ้นจากเบื้องล่าง
คล้ายตะเกียกตะกายจะไปให้ถึงดวงดาวที่รายรอบพระจันทร์
ท่ามกลางที่ราบโล่งปากแม่น้ำ
เราไม่เคยหยุดหย่อนจะสร้างอาณาจักรแห่งนี้
เพื่อให้เราไอ้อยู่อาศัยอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น...จริงหรือ
ผมมีความสุขเหลือเกินเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
เมื่อสองขาได้ก้าวย่างไปบนท้องทุ่งหญ้าที่ป่าเขาใหญ่
เมื่อสุดสายตาถึงเส้นขอบฟ้าไม่พบสิ่งก่อสร้างใดสูงกว่าภูเขา และหนาแน่นเกินพุ่มไม้
เมื่อสูดอากาศหายใจ อากาศแทนค่าได้ด้วยตัวอักษร O
แล้วผมก็ต้องกลับมาสู่เมืองที่ผมอยู่
วันหนึ่งที่ความนิ่งสนิทในใจเริ่มเกิดวงกระเพื่อมคล้ายเมื่อเราโยนก้อนหินลงน้ำ
สื่งที่เคยราบเรียบเริ่มไหวติง สร้างคลื่นระลอกเล็ก
แม้ไม่ถึงขนาดฟังได้ด้วยหูแต่เห็นได้ด้วยตา
หัวใจสัมผัสได้ว่ามันไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็รู้สึกโหยหาสิ่งที่ไม่เห็นมานานแสนนาน
ผมแหงนหน้ามองฟ้าที่แสงดาวบนฟ้าพ่ายแพ้ต่อแสงดาวเบื้องล่างของเมืองนี้
ตั้งคำถามให้กับตนเองว่าเราจะเริ่มเดินทางอีกครั้งเพื่ออะไร
เพื่อไปให้ถึงจุดหมายงั้นหรือ...พบเพื่อจาก
หรือเพื่อเดินให้สนุกและเนิ่นนานที่สุด เพื่อเก็บเกี่ยวรอยจำระหว่างทาง
ทำไมเราไม่ยิ้มตอนเริ่มต้น ยิ้มระหว่างทาง และยิ้มเมื่อสุดทาง
เรามักทำรอยยิ้มและความสุขหล่นหายไประหว่างทางเสมอ
เมื่อมันหล่นหายไปมากๆเข้า...ผมก็ไม่อยากจะเริ่มก้าวขาออกไปไหนอีก
ยืนเฉยๆ น่าจะดีถึงแม้จะไม่ที่สุด
ผู้คนมากมายเดินชนกันขวักไขว่ เดินไปด้วยกัน เดินจากกัน เดินมาเจอกัน
...เราล้วนเดินไปเพื่อจุดหมายอะไรสักแห่ง...งั้นหรือ
เรามาอยู่ร่วมกันที่เมืองแห่งนี้...เพื่ออะไร
หรือเพื่อให้ความศรัทธาที่ผมเคยมีหมดลงเช่นวันนี้
รักคงเล็กไป เมืองคงใหญ่เกิน...มันเลยเหลือที่มากมายให้เผชิญกับความเหงา
หวังว่าสักวันบางสิ่งที่หวังจะอยู่ในจุดที่พอดีกัน
วันนั้นโลกของเราคงน่าอยู่
I dream of...Lovetopia
 

14 December

นิทานเอ็มเอสเอ็น

 

 

เจอคนออนเอ็มเอสเอ็นอยู่หลายสิบ มีทักกูมาสองคน คนที่อยากให้ออนแม่งดันออฟไลน์ อืมไม่เป็นไร คุยกะไอ้สองคนนั้นก่อนดีกว่า

 

แล้วพอเปิดไปที่หน้าต่างหนึ่ง ก็พบว่า เพื่อนสนิทที่ทักมาบอกว่า

 

...ไอ้เหี้ย พรุ่งนี้เรียนเช้า ยังไม่นอนหรอวะ

 

...อืม มึงอ่ะว่าแต่กูไมมึงยังไม่นอน

 

...กำลังจะนอน

 

...เออ เหมือนกันแหละ

 

เพื่อนหายไปราวๆยี่สิบนาที แล้วตอบกลับมา

 

 ...อ้าว ยังไม่นอนวะ

 

...เออ อีกแปบ

 

ในใจคิด กูรอคุยกะใครบางคนอยู่

 

...กูไปนอนแล้วนะ พรุ่งนี้เจอกัน  เข้าด้วยนะมึง

 

แล้วเพื่อนสนิทก็ออฟไลน์ไปหลังจากข้อความนั้นสิบนาที

 

ยี่สิบนาทีหลังจากที่มันออฟไลน์ผ่านไป

 

สามสิบนาทีหลังจากยี่สิบนาทีเมื่อกี้

 

อีกสิบนาที รวมแล้วเพื่อนสนิทนอนไปแล้วหนึ่งชั่วโมง

 

หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมง สองตาหลับลงและร่ำลาโลกแห่งความจริง สู่ความฝัน

 

จะฝันอะไรดี จะฝันถึงเพื่อนไอ้คนที่คุยเมื่อกี้ หรือจะฝันถึงใครคนหนึ่งที่ออฟไลน์

 

หลายชั่วโมงผ่านไปตื่นมาพบกับหมอนข้างๆ และหมอนข้าง ในสมองคิดต่อไปว่าจะต้องทำอะไรต่อบ้างวันนี้ แล้วเดินไปเปิดคอมออนไลน์เอ็มเอสเอ็น

 

...ดีสัด ยังไม่ออกไปเรียนหรอวะ

 

เพื่อนรักอีกคนถาม

 

...เออ เพิ่งตื่นเดี๋ยวไป  มึงอ่ะ

 

...เออ กูกำลังจะออกไปแล้ว เจอกันเว้ย

 

สิบนาทีผ่านไป

 

..ไปยังมึง ไปละนะๆ บาย

 

...เออ เจอกัน

 

สายตากวาดมองเพื่อนรักออฟไลน์ไป และไม่ลืมจะเหลือบมองใครคนหนึ่งที่ยังออฟไลน์อยู่

 

สักพักใครคนหนึ่งออนไลน์

 

...ดีๆ

 

รีบทักไปก่อน ไม่ต้อรอให้ทักมาแบบเพื่อนสนิทหรือเพื่อนรัก

 

ห้านาทีผ่านไป

 

...ดี ไม่ไปเรียนหรอ

 

...ยังอ่ะ เพื่งตื่นหรอ

 

ห้านาทีกว่าๆ ผ่านไป

 

...อืม เด่ยวอาบน้ำก่อนนะ เรียนเช้า ไปละๆ บายๆ

 

...โอเคๆ แล้วคุยกัน ....ข้อความนี้เด้งกลับเพราะอีกฝ่ายออฟไลน์ไปแล้ว

 

นั่งเล่นฟังเพลงอยู่หน้าคอมอีกสิบนาทีแล้วจึงไปอาบน้ำ แต่งตัว ไปเรียน

 

และนิทานเอ็มเอสเอ็นก็จบลงและเริ่มต้น ต่อไปเรื่อยๆ หน้าต่างแล้วหน้าต่างเล่า

 

 

 

 

 

8 December

ประโยคคำถามของผมคืนนี้

 

 

มีหนังเรื่องหนึ่งบอกกับผมว่า ความเหงามันเหี้ย

 

แล้วผมก็กลับมานั่งถามตัวเองว่ามันเหี้ยใส่ผมด้วยหรือเปล่า ...คำตอบที่ได้ในทันทีคือ เหี้ยขั้นเทพ

สมองลองประมวลผลขุดค้นเอาเรื่องราวต่างๆมากมายที่ถูกบันทึกทับๆกันไว้ในหัวทึบๆ แล้วลองสรุปสั้นๆออกมาได้ดังนี้

 

                ณ วันหนึ่ง ที่มีเช้ามืด รุ่งอรุณ ยามสาย บ่าย เย็น จนตะวันตกดิน สู่รัตติกาล เหมือนเช่นทุกเมื่อเชื่อวัน ความรู้สึกเหงาได้มาทักทายผม ผมจำไม่ได้แล้วสิว่ามันคือวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร ปีอะไร อายุตัวเองก็ลืม หรือแม้แต่มันทักทายผมด้วยวิธีไหน เวลาก็พรากความทรงจำนี้ไปเสียแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมไม่ควรยิ้มตอบต้อนรับมันตอนนั้น พอรู้ตัวอีกทีความเหงามันก็มาอาศัยอยู่ผมซะแล้ว ผมเริ่มรู้สึกถึงการมาถึง มันได้วนเวียนกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิต มันเหี้ยใส่ผมครั้งแรกผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ครั้งที่จำได้แม่นเพราะมันทำให้ผมไปยืนเศร้า ทื่ออยู่กลางฝูงชนนับน้อย คือเมื่อวันนั้นที่อากาศเย็นจัด และผู้คนก็กำลังสนุกสนานเฮฮา ผมเดินเล่นอยู่คนเดียวพร้อมกับกล้องถ่ายรูปดิจิตอลเล็กๆของแม่ในมือ นานหลายปีที่ดินแดนที่ผมอาศัยไม่ได้มีอุณหภูมิต่ำขนาดนี้ มันจึงน่าสนุกอยู่ไม่น้อยกับการมาเดินเล่นรับลมหนาว และผมก็พลาดที่บังเอิญสะเออะอยากมาคนเดียวโดยลืมนึกเฉลียวใจไปว่าไอ้เหี้ยเหงามันแอบติดสอยห้อยตามมาด้วย ผมเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงต้นไม้ปลอมประจำเทศกาลต้นยักษ์หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งเก่าที่กำลังสร้างใหม่ รู้สึกตัวอีกที มันก็โผล่มาจ๊ะเอ๋ผมจนเกิดอาการน้ำตาซึม ผมยืนนิ่งสงบมองแสงไฟบนต้นไม้ปลอมเบื้องหน้า ในมือถือกล้อง แต่ไม่กล้าจะหยิบมันขึ้นมาเก็บบันทึกช่วงเวลาแห่งความเหงาของคืนอากาศหนาวนั้น ผมรู้ว่ามีคนมากมายยืนอยู่ใกล้ๆผมแต่ถึงแม้จะเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ผมก็ไม่รู้จักพวกเขา และสำหรับพวกเขาผมก็คือคนแปลกหน้า ผมค่อยๆเดินวนรอบๆอาณาบริเวณก่อนจะพบอีกหลายๆคน ที่มีเงาของความเหงาเกาะหลังติดตามมา อย่างน้อยผมก็มีเพื่อน เพื่อนที่ผมไม่รู้จัก ซึ่งจริงๆควรเรียกว่ามีพวกมากกว่า พวกเหงาเหมือนกัน ผมจะดีใจหรือเสียใจดีที่ผมไม่ได้เหงาคนเดียวบนโลกใบนี้

 

ผ่านมาเกือบๆหนึ่งปี ความเหงายังเหี้ยใส่ผมมาเรื่อยๆ เหี้ยมากเหี้ยน้อยแล้วแต่ภูมิต้านทานของตัวผมเอง คืนนี้มันเหี้ยปานกลาง และผมหวังให้เช้ามามันไม่เหี้ยใส่ผม ผมอยากไปเดินเล่นคนเดียวอีกครั้ง ให้มันเหี้ยใส่ผมมากๆ แบบคืนนั้นอีก และอยากมีอีกสักคืนที่มันไม่ต้องติดตามผมไป สักคืนหนึ่งที่จะไม่รู้สึกเหงาเลย

 

สิ่งที่คุณอ่านมา ผมไม่ได้มุ่งหวังจะบอกอะไร มันอาจจะดูงงๆวกวนสักเล็กน้อย ถึงมาก...

 

แค่อยากถามตัวเองอีกสักครั้งในบรรทัดสุดท้ายว่าความเหงากับความรัก อะไรมันเหี้ยกว่ากัน...คำถามนี้ผมยังหาคำตอบไม่ได้