個人檔案the sun IN NIght ... ....相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
25 November บนเส้นทางสายนั้น
มือผมสัมผัสแป้นพิมพ์อีกครั้ง ความจริงผมอยากจับปากกาจรดน้ำหมึกลงบนแผ่นกระดาษจริงๆเสียมากกว่า มันจะเรียกการเขียนได้อย่างไร ถ้าทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันมาจากเสียงต็อกแต็กๆ ที่ปลายนิ้วทั้งสิบออกแรงกดทับมาเป็นตัวอักษร แต่ก็อย่าไปสนใจกับวิธีการมันเลยละกัน ถ้าเขียนออกมาจากใจ มันก็คืองานเขียนชิ้นสำคัญแล้วล่ะ อย่างน้อยก็สำหรับเจ้าของหัวใจดวงนั้น
เรื่องที่แล้ว “เด็กชายกับดอกไม้สีขาว” ถึงแม้มันจะเป็นงานเขียนถึงความรักดาดดื่นอีกเรื่อง แต่สำหรับผมแล้วมันมีความหมายอย่างมากที่เขียนมันออกมา ได้แสดงมุมมอง ทัศนคติที่มีหลายๆด้าน ต่อความลับที่โลกใบนี้ซ่อนไว้ “ความรัก” และสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุดก็คือ หลายๆคน ได้คำตอบเป็นรอยยิ้มจากเรื่องสั้นๆกุดๆ เรื่องนั้น แค่นี้มันก็มีค่ามากแล้ว หวังว่าผมจะยังมีโอกาสขีดเขียนอะไรขึ้นมาให้คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งได้ยิ้มกันอีก
บางครั้งนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เรื่องราวจากคนช่าง(เพ้อ)ฝันคนนี้เขียนขึ้น หรืออาจเป็นเพียงเรื่องแรกๆ ในยุคที่เขาเพิ่งหัดเขียนหนังสือให้เป็นสาระก่อนจะโด่งดังได้รางวัลซีไรท์ในอีกหลายปีหลังจากนั้น ไม่มีใครตอบได้ แม้แต่ตัวเขาเอง
มนุษย์คำนวณระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ได้แล้ว...จำนวนครั้งลมหายใจของตัวเราเหลืออีกเท่าไหร่ ?...ไม่มีใครรู้
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน และถ้ามันกำลังจะหมดลงโดยที่ผมไม่รู้ตัว อยากให้นิทานเรื่องนี้ไปถึงใครอีกหลายคนที่ผมรักนะครับ มันไม่ใช่จดหมายลาตาย หรือจะหายไปไหนทั้งนั้น แค่เรื่องๆหนึ่งที่อยากจะเขียนเพราะไม่รู้ว่าผมหรือใครก็ตามจะยื้อแย่งอากาศกันไปได้อีกนานเท่าใด
เรื่องจริงของเด็กชายกับดอกไม้สีขาว
...เด็กชายคนหนึ่งเคยมีความฝัน มีศรัทธามาตั้งแต่เด็ก เขาเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่า ความรักมีอยู่จริง เขาศรัทธาทั้งๆที่ไม่เคยรู้เลยว่าหน้าตามันเป็นยังไง จะไปตามหามันได้ที่ไหน ได้มาแล้วจะเอามาทำอะไร เขาแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน เขาแค่รู้ว่าหัวใจของเขาเรียกร้องหาความรักจากหัวใจอีกคู่ที่ถูกสร้างมา และเขาต้องตามหามันให้เจอ มันเป็นเหมือนภารกิจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต เมื่อเวลามาถึงเขาจึงเริ่มออกเดินทางตามหามัน
บนเส้นทางสายนั้น
...มันไร้ซึ่งกำแพงสูง โตรกผา หุบเหว หรือคมดาบ มีแค่ถนนทอดยาวไกลสุดลูกหูลุกตา กับผู้คนมากมาย หลากเพศ หลายวัย ไร้ซึ่งเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ จะมากางกั้นขีดเส้นความเป็นมนุษย์ ทุกคนต่างเหม่อมองตรงไปตามทางด้วยใบหน้าประดับประดารอยยิ้ม ความเย็นชา คราบน้ำตา หรือปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ตามแต่ใครจะเลือกมาตกแต่งให้ตนเอง สิ่งที่ผมเลือกให้กับตัวเองสำหรับก้าวแรกบนเส้นทางสายนั้น คือแววตาสดใส มีประกายความฝัน รอยยิ้มร่าเริง และสีหน้าไรเงาทุกข์แอบแฝง แค่นั้นผมก็พร้อมเดินทางโดยมีความเชื่อ ความหวัง และศรัทธาเป็นเชื้อเพลิงชั้นยอด ผมค่อยๆก้าวย่างไปเรื่อยๆ ทีละขา ทีละข้าง จากเดินอยู่ตรงกลางก็เริ่มแฉลบไปซ้ายทีขวาทีตามแต่สิ่งดึงดูดความสนใจที่ผ่านเข้ามาใกล้ในช่วงจังหวะนั้นๆ แค่มองภาพสองข้างทางที่มีใครอีกมากมายกำลังเดินไปมานั้นก็ตื่นเต้นมากมายแล้ว บางคนก็ยิ้มทักทายให้ ผมก็ส่งยิ้มตอบรับกลับไป บางคนผมยิ้มให้ เขาก็ไม่สนใจเดินผ่านเลย มีพวกที่นอกจากไม่ยิ้มรับยังแยกเขี้ยวใส่อีก ทำยังกับตัวเองเป็นสัตว์เล็บงามก็ไม่เชิง หนักที่สุดคือคนที่แทบจะไม่แสดงปฏิกิริยาตอบรับอะไรเลย และตอนนั้นผมก็ยังสงสัยว่าทำไม ยิ้มให้แล้วไม่ยิ้มตอบวะ หลังจากตื่นเต้นกับถนนสายใหม่ที่เพิ่งก้าวเดินมาสักระยะ ผมก็เริ่มตระหนังถึงจุดประสงค์หลักว่าเรามาทำอะไรที่นี่
ใช่แล้ว...เรามาตามหา ”ความรัก”
แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ เห็นมีแต่คนเดินขวักไขว่วุ่นวาย คนละทิศต่างเส้นทาง อย่างนี้หาให้ตายก็คงไม่เจอ ไปงมเข็มในมหาสมุทรยังจะง่ายกว่าอีก หันรีหันขวางแล้วก็นั่งท้อใจ ไหนล่ะ ความรักของผม ผมยังเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่ทางเดินไม่แคบไม่กว้างแต่แสนไกล แค่เพียงได้ทักทาย ได้ส่งยิ้ม เห็นคนร้องไห้ หัวเราะ ทำท่าทางตลก เพี้ยนๆ บ้าบอไปตามเรื่องตามราวและที่สำคัญคือคอยจ้องมองหาเจ้าความรักอยู่ เท่านี้ก็สนุกมากพอที่จะลืมความท้อที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดเมื่อเราก้าวเท้าไปอีกก้าวแล้วก้าวเล่า เวลาได้เพิ่มบางสิ่งให้ผมด้วย ไม่ใช่แค่จำนวนผู้คนบนเส้นทางสายอื่นที่ผ่านเข้ามา ผมมีเครื่องประดับบนใบหน้ามากขึ้นไปด้วย รอยยิ้มที่เคย...แค่ยิ้มเพราะอยากยิ้ม... มันก็มีมากกว่านั้น บางครั้งรอยยิ้มก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป แววตาที่พร้อมจะบ่งบอกทุกอารมณ์มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทุกครั้งเช่นเคย บางสิ่งบางอย่างถูกปกปิดหรือแสดงออกไปเป็นภาพหลวง ความรู้สึกเหมือนหน้ากากบางๆสีขาวหม่น กำลังปิดทับใบหน้าจริงๆของตัวเองไว้อีกที และเหมือนมันจะไม่หลุดออกไปอีกเลย หนำซ้ำกลับเพิ่มความหนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
...หน้ากากล่องหน บนใบหน้าเสมือนจริง...
เมื่อหลักไมล์เพิ่มขึ้น การเดินดูสิ่งรอบข้างไปเรื่อยๆ ก็ดูจะน่าเบื่อ ผมเริ่มรู้จักที่จะปลูกต้นไม้ใบหญ้าริมสองข้างทาง ตกแต่งด้วยหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ ใส่เศษฟาง เศษอิฐ แล้วเชื้อเชิญผู้อื่นมาเที่ยวเล่น พักผ่อนในเส้นทางของผมบ้าง แทนที่ต่างฝ่ายจะคอยแต่ชะเง้อคอยิ้มให้กันเท่านั้น และบางครั้งเมื่อได้รับเกียรติไปเป็นแขก ผมก็ไม่เคยรีรอหรือปฏิเสธที่จะเดินเล่นในเส้นทางของผู้อื่น ซึ่งทำให้ผมได้เห็นสิ่งต่างๆอีกมากมายที่ไม่เคยเห็น ได้เรียนรู้ถึงรอยทางอันแตกต่าง บางคนย่ำอยู่บนถนนหิน กับกำแพงเก่าอึมครึมสีเทาหม่น กลิ่นอับชื้นไม่น่าสูดเท่าไรนักอบอวลแทรกอยู่ทั่วไป บางทางก็ช่างสกปรกเสียเหลือเกิน จนดูไม่รู้ว่าเป็นเมืองของหนูกับขยะหรือมนุษย์รูปงามเจ้าของถนนสายนั้นกันแน่ หลายครั้งที่เจ้าของผู้เชื้อเชิญช่างตรงข้ามกับสภาพของทางสายนั้นๆอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มไม่ได้หมายถึงดอกไม้เสมอไป และอสูรบางตนอาศัยเคียงคู่อยู่กับหมู่ผีเสื้อ พร้อมเหล่าแมลงหลากสีได้เช่นกัน หลังจากแรกๆที่เพียงแค่แวะเวียนไปพูดคุย ทักทาย ผมเริ่มเถลไถลมากขึ้น เพราะความสนุกที่ได้เจอะเจอผู้คนมากมายและด้วยความหวังที่ว่าอาจจะเจอความรักที่นั่นที่นี่ จนบางทีผมก็หลงไปเดินเล่นจนลืมกลับเส้นทางของตนเองเสียหลายวัน แต่จนแล้วจนรอด ความรักก็ยังหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งอยู่ดี จากการแวะเวียนเยี่ยมชม ได้พบปะผู้คนมากมาย ได้พบกับอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมันจริงๆ ผมขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า มันคือ...”ความเป็นมนุษย์”...
เส้นทางสายนั้นสอนผมมากมายหลายอย่าง จนไม่นานมานี้ มันทำให้ผมเขียนเรื่อง เด็กชายกับดอกไม้สีขาว ไม่ใช่เพราะว่าผมพบเจอความรักแล้ว อย่างที่เชื่ออย่างที่ฝัน แต่มันเป็นเสมือนเพียงเรื่องของโลกในอุดมคติ หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “utopia” ถ้าพยายามอ่านกันมาถึงบรรทัดนี้ ผมขอโทษนะครับ ที่ผมไม่เขียนเรื่องราวบนรอยทางนั้นต่อ มันแค่เรื่องส่วนตัวของผู้ชายคนหนึ่งน่ะ มันคงน่ารำคาญมากกว่าจะทำให้น่าอ่านน่าขัน
ผมแค่อยากให้รู้ว่า...
...ผมเชื่อในความรัก
… เจ้าหญิง เจ้าชาย รักแท้ ... เคยมีอยู่จริง ถ้าคุณเปิดดูรอยหยักในสมองของผม
หลังจากเดินไปเรื่อยๆ เมื่อเลขหลักไมล์มากขึ้น
เจ้าหญิง เจ้าชาย ยังไม่หายไป แต่เกือบทั้งหมดถูกฝังไว้บนหน้ากระดาษ ตามหนังสือนิทานที่มีอยู่เป็นล้านๆเล่ม บนโลก
...ผมฝังมันไว้ที่นั่น
เหลือเพียงรักแท้... ที่ผมยังเชื่อ
แล้วความเป็นมนุษย์ก็ค่อยๆกัดกร่อน ยื้อแย่ง ทำลาย ทีละนิดๆ
แล้วสุดท้ายมันก็เลือนลาง จางซีด เกือบจะสูญสิ้น
จากที่เคยชื่นชอบบางคน
จาก ความหลงใหลได้ปลื้ม ที่เก็บใครสักคนมาเพ้อถึง ฝันคิด ไม่เคยลืมเลือนเกือบชั่วข้ามคืน
จากคนแรกถึงคนต่อไป
จากความรู้สึกทางใจ สอดประสานความรู้สึกทางกาย
จากชอบกลายเป็น sex
จนความหลงใหลหายไป
ความรู้สึกถูกสัมผัสจนด้านชายิ่งขึ้น
ใครสักคนถูกหลงใหลยากขึ้น และความรักก็ดูชัดเจน
ว่ามันยิ่งห่างไกล
ไกล…
ไกลออกไปทุกที
จนทุกอย่างทำให้ผมบิดเบี้ยว ไม่เหลือรูปร่าง รูปทรงเดิมๆ
บางครั้งถ้าคุณมองเห็นภายในความเป็นมนุษย์ ผมคงจากไป
...กลับกลายเป็นคนละคน
ใครสักคนจากผมไป...ไม่มีวันกลับ
………………………………………………………..
คล้ายทุกอย่างจากไป ไม่เหลืออะไรให้จดจำ เหลืออยู่ในใจคือรอยฝันเหล่านั้น ...มอดไหม้...เป็นขี้เถ้า...ให้เฝ้ากราบกราน
.........................................................................
แม่รักผม...ผมรักแม่ พวกเขารักผม...ผมรักพวกเขา ผมรักผม...ผมรักผม ใครสักคน...ผมอยากจะรัก
BY THE SUN IN NIGHT 回應 (57)
引用通告此內容的引用通告是: http://nightnahn.spaces.live.com/blog/cns!F022A8E4F06A4DDA!923.trak 引述這則內容的部落格
|
|
|